ศาสตราจารย์ อิคุจิโร โนนากะ เป็นชาวญี่ปุ่น ถือเป็นกูรูด้าน KM ชาวเอเชียที่ถือว่าได้รับการยอมรับทั่วโลก สำหรับประวัติการทำงานนั้น เป็นอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการความรู้ที่ Haas School of Business, UC Berkeley และที่ Hitotsubashi University in Tokyo เป็นคณบดีศูนย์วิจัยด้านความรู้และนวัตกรรม (CKIR) ที่ Helsinki School และที่ Japan Advanced Institute of Science and
เริ่มสนใจในเรื่องของ KM เมื่อครั้งที่กำลังเรียนระดับปริญญาเอกที่ UC Berkeley และใช้เวลากว่า 5 ปี ทำปริญญานิพนธ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ที่ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาก้าวสู่ตำแหน่งสุดยอดกูรู KM ก็เมื่อเขาร่วมมือกับเพื่อน Hirotaka Takeuchi และ Ken-ichi Imai ทำโครงการพัฒนาองค์กรธุรกิจในญี่ปุ่นก้าวสู่โลกนวัตกรรม ซึ่งพวกเขาพบว่าเกิดจากการจัดการความรู้ที่มีประสิทธิภาพ เป็นการปฏิวัติธุรกิจและอุตสาหกรรมแบบเดิมของญี่ปุ่น ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วย “นวัตกรรม”
โนนากะกับ Hirotaka Takeuchi ร่วมกันเขียนหนังสือที่ชื่อว่า "The Knowledge-Creating Company" เมื่อ ค.ศ.1995 และถือเป็นคัมภีร์ที่นัก KM ทั่วโลกยอมรับ หนังสือเล่มดังกล่าว นำเสนอทฤษฎี KM ด้วยกิจกรรมสำคัญ 7 ประการ ในการดำเนินการจัดการความรู้ในองค์กร ได้แก่ 1.สร้างวิสัยทัศนเกี่ยวกับความรู้ 2.สร้างทีมจัดการความรู้ 3.สร้างบรรยากาศของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างเข้มข้นในกลุ่มพนักงานระดับล่าง 4.จัดการความรู้ควบไปกับกิจกรรมพัฒนาสินค้า / วิธีการใหม่ หรือพัฒนารูปแบบการทำงาน 5.เน้นการจัดการองค์กรแบบ "ใช้พนักงานระดับกลางเป็นพลังขับเคลื่อน" (middle-up-down management) 6. เปลี่ยนองค์กรไปเป็นแบบ "พหุบาท" (hypertext) และ 7.สร้างเครือข่ายความรู้กับโลกภายนอก
โนนากะเป็นนักคิด นักวิชาการจากรั้วมหาวิทยาลัย Hitotsubashi University ยุคแรกๆ ที่ผสมผสานเอาแนวคิดของ 2 บรมครูอย่าง Peter Senge กูรูการจัดการที่เน้นองค์กรแห่งการเรียนรู้กับ Peter Drucker ที่ปรมาจารย์อีกคนที่มองว่า KM เป็นกุญแจสู่การเติบโตขององค์กรในอนาคตและผลิตผลจะงอกเงยได้ก็ต้องอาศัยความรู้เป็นตัวนำมาปรับใช้และทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับหลายธุรกิจในญี่ปุ่นจนประสบความสำเร็จ เขาได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากหลายบริษัทชั้นน้ำอย่าง ฟูจิ ซีร็อกซ์ เอ็นทีที การบริหารจัดการ KM เป็นภูมิปัญญา และฝังรากลึกอยู่ในปรัชญาองค์กรจะนำไปสู่ความสามารถในการแข่งขันอย่างแท้จริงเวลาพูดถึงการบริหารจัดการความรู้ คนส่วนใหญ่จะนึกไปถึงไอที แต่โนนากะมองว่าเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนถ้าทำความรู้จักและเข้าใจตัวตน KM อย่างถ่องแท้ จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพองค์กรได้มาก 50-60% แต่ทุกวันนี้หลายองค์กรกลับไม่ได้เอาความรู้ไปใช้ให้เกิดประสิทธิผลอย่างเพียงพอ ทั้งในความเป็นจริง KM ถือเป็นทรัพย์สินที่ทรงคุณค่าสูงสุดในองค์กร
วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2554
มนุษย์คือผู้สร้างความรู้ KM คือวิถีการดำเนินชีวิต
จาก ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 29/01/07
อิคูจิโร โนนากะ กล่าวไว้ว่า มนุษย์คือผู้สร้างความรู้ KM คือวิถีการดำเนินชีวิตของคน
การจัดการความรู้เพื่อให้คนได้เข้าถึงและใช้ความรู้อย่างเต็มประสิทธิภาพกำลังเป็นที่สนใจในแทบทุกองค์กร
ถือว่าเป็นแนวโน้มใหม่ที่พูดกันมากยิ่งขึ้นทุกวันในองค์กรในประเทศไทย
แล้วการจัดการความรู้ หรือ knowledge management หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า KM มีประโยชน์อย่างไร ?
ศาสตราจารย์ "อิคูจิโร โนนากะ" ผู้เชี่ยวชาญด้าน KM ระดับโลก ที่ล่าสุดได้มาร่วมงาน APO
International Productivity Conference 2007 ได้ให้แนวคิดว่า แนวคิด KM หรือถ้าจะเรียกให้ถูกต้อง
ต้องเรียกว่า knowledge base management (KMB) หรือการจัดการจากมุมมองความรู้นั้นมีความสำคัญ
และองค์กรต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้
KMB ถือเป็นวิธีคิดในศตวรรษที่ 21 ที่เป็นกระบวนทัศน์ (paradigm) ใหม่ ซึ่งแตกต่างจากการจัดการอย่างอื่น
เช่น รีเอ็นจิเนียริ่งซึ่งนิยมกันเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว เพราะเป็นเพียงภาคปฏิบัติ
ไม่ได้มีแนวคิดหรือทฤษฎีรองรับ แต่ KMB ทำให้เกิดความรู้
ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะของความรู้ที่มีทฤษฎีรองรับ
โดยความรู้นั้นมี 2 ประเภทคือ tacit และ explicit
tacit knowledge เป็นเรื่องการเรียนรู้โดยส่วนตัว เมื่อทำงานก็เกิดเรียนรู้
และความรู้นั้นมีคุณค่าต่อตัวเขา
ส่วน explicit knowledge เป็นความรู้ที่มีการจัดระบบ ฉะนั้นอาจจะต้องเอาอุปกรณ์มาช่วย เช่น ไอที
จะมีความเป็นรูปธรรม
แล้วทฤษฎีที่รองรับ KMB คืออะไร ?
"โนนากะ" ชี้ว่า เป็นความเปลี่ยนแปลงระหว่าง tacit Knowledge กับ explicit Knowledge
ซึ่งจะเปลี่ยนกลับไปกลับมาได้อย่างเหมาะสม
"ถ้าคนเรามีแต่ tacit knowledge หรือการเรียนรู้แต่เฉพาะตัว อยู่กับตัวเองนานๆ
ในที่สุดจะมีความเบี่ยงเบนหรือเพี้ยนได้ เพราะว่ารู้คนเดียว"
ในขณะที่เรื่องของ explicit knowledge เกิดจากการวิเคราะห์ เกิดจากการแลกเปลี่ยนระหว่างคนทำงาน
หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง ความรู้อย่างนั้นเมื่อมีการแลกเปลี่ยนจะมีความเป็นสากล
โดยการเปลี่ยนแปลงจาก tacit เป็น explicit นั้นเกิดจากปัจจัยหลายตัว เช่น วิสัยทัศน์ของผู้นำ
การได้ทำงานจริง การมีสินทรัพย์ทางด้านความรู้ (asset knowledge) การพูดคุยของคนที่ทำงานด้วยกัน
หรือสภาพแวดล้อม โดยจะใช้ Ba หรือเวทีที่มีการแลกเปลี่ยนความรู้ ซึ่งอาจจะเป็นเวที ที่คนทำงานพบกัน
หรือใช้เครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้
"ถ้าเกิดมีการแลกเปลี่ยนอย่างแท้จริง ความรู้ที่มีส่วนตัวก็จะถูกนำมาพิจารณา
เทียบเคียงกับประสบการณ์ของผู้เกี่ยวข้อง ความรู้ก็จะมีลักษณะที่กว้างขวางมากขึ้น
เมื่อมีการแลกเปลี่ยนความรู้ จากความรู้ส่วนตัวก็จะกลายเป็นความรู้ของทีมงาน และเกิดการขยายวงความรู้
เมื่อทำแบบนี้เรื่อยๆ ความรู้ก็จะกลายเป็นความรู้ระดับองค์กร
เราจะได้ความรู้ที่มีทั้งคุณภาพและปริมาณ"
"โนนากะ" เน้นในเรื่องการสร้างความรู้ใหม่
แนวคิดนี้อยู่ในโมเดลที่เรียกว่า SECI model คือกระบวนการหมุนไปหมุนมาระหว่าง tacit กับ explicit
มุ่งเน้นให้เกิดความรู้ระดับองค์กรเป็นหลัก ไม่ใช่แค่ความรู้ในระดับใดระดับหนึ่ง
โดยผู้บริหารทุกระดับชั้นมีบทบาทสำคัญ
สำหรับผู้บริหารแบบตะวันตกอย่างอเมริกามักจะมองผู้บริหารระดับกลางว่าไม่ค่อยมีประโยชน์
เป็นก้อนเนื้อร้าย (cancer) ทำให้เสียเงินเสียทอง แต่ถ้ามองในมุมของ "โนนากะ" นั้น
ผู้บริหารระดับกลางจะเป็นจุดเชื่อมต่อของกลยุทธ์ (strategic knot) เชื่อมต่อระดับบนกับระดับล่าง
ผู้บริหารระดับบนจะเป็นผู้กำหนดวิสัยทัศน์หรือความฝัน
ผู้บริหารระดับกลางจะเอาวิสัยทัศน์หรือความฝันนั้นมาแปลงเป็นแนวคิดในภาคปฏิบัติ
รวมทั้งต้องแก้ปัญหาที่ไม่สอดคล้องกันของความฝันระดับบนที่ยังไม่สอดคล้องกับระดับล่าง
"ผู้บริหารระดับกลางมีความสำคัญในการสร้าง KMB เพราะนำเอาวิสัยทัศน์มาสร้างเป็นแนวทางปฏิบัติ
คีย์สำคัญอยู่ที่การพัฒนาผู้บริหารระดับกลาง"
ในการบริหารโครงการของบริษัทชั้นนำของโลกนั้น cross-functioal team หรือ multi-global team
เช่นบริษัทข้ามชาติจะดึงคนในแต่ละประเทศมาเป็นทีมพัฒนาสินค้า ซึ่งจะต้องดึงคนจากที่ต่างๆ มาฟอร์มเป็นทีม
ซึ่งตัวผู้นำกลุ่มหรือ project leader ผู้บริหารระดับกลางที่นำโครงการจะต้องมีการพัฒนา high-emotional
knowledge
ทำไม ?
ทุกคนย่อมมี tacit knowledge แต่เวลาแลกเปลี่ยนความรู้กัน คนเราไม่ได้แลกเปลี่ยนแค่ข้อมูล
แต่ยังแลกเปลี่ยนความเอาใจใส่กัน (care) แลกเปลี่ยนความรัก love แลกเปลี่ยนความไว้เนื้อเชื่อใจกัน
(trust) และแลกเปลี่ยนความปลอดภัย (safety) ซึ่งเป็นพื้นฐานของ tacit knowledge
"4 เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะคือทุนทางสังคม (social capital)"
ถ้าไม่มี 4 ตัวนี้ เราจะไม่มีการแลก tacit knowledge กัน เพราะคนไม่ไว้ใจ รู้สึกไม่ปลอดภัย
รู้สึกว่าถูกละเลย หรือถูกปฏิบัติไม่ดี
โดยเฉพาะสังคมตะวันตก พอใช้ไอทีมากๆ เข้าก็ละเลยทุนทางสังคม ซึ่งทุนทางสังคมก็คือ high-emotional
knowledge
"คนที่เป็นผู้นำ เป็นผู้บริหารโครงการ จะต้องเน้นตัวนี้ให้มากๆ
แล้วเขาก็จะสามารถจูงใจให้คนในทีมมาแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน"
ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าผู้บริหารระดับกลาง ถ้ามี high-emotional knowledge และ tacit knowledge มากๆ
ก็จะสามารถทำให้ทีมทำงานได้ และที่สำคัญคือผู้บริหารทีมหรือผู้บริหารโครงการจะต้องมีทักษะอื่นประกอบด้วย
เช่น ทักษะการเจรจาต่อรอง (political skill) ต้องสื่อสารให้คนเข้าใจ
การที่ผู้บริหารโครงการมี high quality tacit knowledge จะบ่งบอกถึงความสามารถในการแข่งขันขององค์กร
ดังนั้นเราจึงต้องพัฒนาผู้บริหารระดับกลางให้มีทักษะ ให้มีประสบการณ์ ให้มีความคิดสร้างสรรค์ และให้มี
high-emotional knowledge
มนุษย์หรือคนเป็นผู้สร้างความรู้ ไม่ได้เป็นเพียงตัวประมวลผล ทำตัวเหมือนเครื่องจักรหรือคอมพิวเตอร์
ดังนั้น tacit knowledge เป็นเรื่องสำคัญมาก
แต่เครื่องมือด้านไอทีก็ใช้ได้ในการช่วยในเรื่องแลกเปลี่ยนข้อมูล
"เราต้องไม่ลืมบทบาทของมนุษย์ ว่ามนุษย์คือผู้ที่สร้างความรู้ เรามองว่าคำว่าการบริหารงานนั้น
ไม่ใช่เป็นการบริหารเพื่อหาเงินอย่างเดียว เพราะแท้จริงแล้ว การบริหารงานคือวิถีชีวิต"
ผู้บริหารระดับสูงมีวิสัยทัศน์ก็ต้องบอกกล่าววิสัยทัศน์ให้กับพนักงานรับรู้ เป็นชีวิตประจำวัน
และเมื่อมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้กัน มันแสดงถึงความมีตัวตนของการเป็นมนุษย์
เพราะมนุษย์เป็นผู้สร้างความรู้
"แต่ที่สำคัญคือ ความรู้เป็นทั้งรูปธรรมและนามธรรม ฉะนั้นต้องมีทั้งสองด้านอย่างสมดุล
นามธรรมอาจจะหมายถึงวิสัยทัศน์ รูปธรรมก็คือการปฏิบัติ ถ้าสิ่งที่เป็นนามธรรมคือการวิเคราะห์
รูปธรรมคือต้องมีประสบการณ์จริง ดังนั้นความรู้จะต้องมีทั้งรูปธรรม นามธรรม"
"โนนากะ" ชี้ว่า ในระดับประเทศ tacit knowledge นั้นมีความเฉพาะเจาะจงในแต่ละพื้นที่หรือสังคม
ดังนั้นผู้บริหารไทยไม่ควรไปเลียนแบบการจัดการของญี่ปุ่น อเมริกา ยุโรป หรือประเทศใดเลย เพราะ knowledge
way เป็นเรื่องเจาะจงของสังคมนั้นๆ
"สิ่งที่คาดหวังคือประเทศไทยน่าจะสร้าง knowledge ของประเทศ
และเมื่อสร้างแล้วจะต้องมีผลลัพธ์ที่ดีคือประชาชนมีความสุข"
ถ้าไทยจะใช้ KM ในระดับประเทศจะทำอย่างไร ?
"โนนากะ" มีมุมมองว่า สามารถไปศึกษาระบบการจัดการของยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น เพื่อ
ดูว่าจุดเด่นอยู่ตรงไหน แล้วนำมาปรับใช้ในประเทศไทย
แต่อย่างไรก็ตาม ต้องถามตัวเองก่อนว่า ประเทศไทยมีวิสัยทัศน์ไหม ? มีประเทศไทยในโลกไว้ทำไม ?
หมายความว่า ประเทศไทยมีประโยชน์อย่างไรต่อโลก ดังนั้นเราต้องพยายามหาเอกลักษณ์ของประเทศไทย
ต้องมาศึกษาให้ชัดเจนว่าประเทศไทยมีประโยชน์ต่อโลกนี้อย่างไร โดยต้องมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกัน
"การที่บอกว่า ประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนาจึงไม่มีความหมาย เราจะต้องบอกว่า
ประเทศไทยมีเอกลักษณ์อะไร ในสภาพที่เป็นอยู่ เป็นประเด็นที่ชัดเจนกว่า"
"โนนากะ" ชี้ว่า เมื่อมีวิสัยทัศน์แล้ว จะต้องมากำหนดเป็นกรอบ (domain)
แล้วก็เอามาสร้างเป็นคอนเซ็ปต์ จากคอนเซ็ปต์ก็สร้างเป็นการปฏิบัติ (practice) ซึ่งนำไปสู่วิธีการ (mean)
โดยสิ่งเหล่านี้จะเชื่อมโยงกันหมด
"บริษัทญี่ปุ่นเองพยายามที่จะมุ่งให้บรรลุ วิสัยทัศน์อย่างต่อเนื่อง บริษัทญี่ปุ่นทำให้เกิด
นวัตกรรม แต่บริษัทตะวันตกมุ่งเน้นตลาดซึ่งจะได้ความสะดวกในระยะสั้น"
"โนนากะ" ย้ำว่า สำหรับประเทศไทยต้องมาพูดคุยให้ชัดเจนถึงประเด็นพื้นฐานว่า
ประเทศไทยมีประโยชน์ต่อโลกนี้อย่างไร ?
"ความรู้ทำให้ความเชื่อนั้นมีเหตุมีผล (know ledge justify believe) KBM
จึงไม่ใช่เป็นแค่การแลกเปลี่ยนความรู้ แลกเปลี่ยนข้อมูล แต่เป็น way of life
เป็นวิถีการดำเนินชีวิตของคน"
เรื่องการจัดการความรู้ในองค์กรไม่ใช่เรื่องที่จะละเลยอีกต่อไปแล้ว ?
การรักษา โรคภูมิแพ้
โรคภูมิแพ้ ในปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ การรักษาของแพทย์นั้น หวังผลเพียงให้ผู้ป่วยไม่มีอาการ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆขึ้น เพราะถ้าปล่อยให้มีอาการเรื้อรังอยู่นานๆไม่รักษา อาจเกิดหูอื้อจนการได้ยินสูญเสียไปอย่างถาวร (Serous-Adhesive otitis media) หรือมีเนื้องอกในจมูก (Nasal polyp) เกิดขึ้น หรือเป็นไซนัสอักเสบได้ (ไซนัสอักเสบอาจเกิดจากสาเหตุอื่นๆ เช่น ผนังกั้นโพรงจมูกคด มีเนื้องอก มีสิ่งแปลกปลอมในจมูก รากฟันบนอักเสบ ฯลฯ) ผู้ป่วยอาจมีอาการหอบหืดอย่างรุนแรงจนเป็นอันตรายได้
การรักษาโรคภูมิแพ้
1. รับประทานยา ฉีดยาหรือพ่นยาแก้แพ้เป็นประจำ
2. รักษาโรคติดเชื้อแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น เช่น การติดเชื้อของทางเดินหายใจ ไซนัสอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ หูอักเสบ หลอดลมอักเสบ
3. ผ่าตัดแก้ไขความผิดปกติ ที่ทำให้มีอาการแพ้มากขึ้น เช่น ตัดเนื้องอกในจมูก ขูดต่อมแอดีนอยด์ (Adenoid) หลังโพรงจมูกออก ขยายโพรงจมูก (Functional nasal surgery) ให้กว้างขึ้น แก้ไขภาวะอุดตันของโพรงไซนัส (Osteomeatal complex) และโพรงจมูก เพื่อให้หายใจสูดและสั่งน้ำมูกได้สะดวก สามารถใช้โพรงจมูกและโพรงไซนัสกรองอากาศให้สะอาด ปรับอุณหภูมิและความชื้นให้เหมาะสม ก่อนหายใจผ่านช่องคอและกล่องเสียงเข้าสู่ปอด
การควบคุมโรคภูมิแพ้นั้น แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาว่าควรใช้วิธีใดหรือหลายๆ วิธีร่วมกัน เพื่อป้องกันและรักษาไม่ให้ผู้ป่วยมีอาการแพ้หรือเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ความสำเร็จที่เกิดขึ้นนั้นขึ้นกับว่าผู้ป่วยจะสามารถปฏิบัติตนตามคำแนะนำของแพทย์ได้สม่ำเสมอหรือไม่
'บ๊วย' แถลง ปัดเตียงหัก อุบตอบหย่า
หนุ่ม 'บ๊วย' แถลง ปัดเตียงหักอุบตอบหย่า ยันไฮโซโม เพื่อน รับเครียดข่าวแรง
มีข่าวออกมาว่า คู่รัก-ครอบครัวแฟมิลี่แมน ของหนุ่มบ๊วย เชษฐวุฒิ กับสาวตุ๊ก ชนกวนันท์ เตียงหัก รักร้าวถึงขั้นเลิกราเพราะมีไฮโซโมเป็นมือที่สาม งานนี้หนุ่มบ๊วยออกมาแถลงข่าวเกี่ยวกับเรื่องราวทั้งหมด หลังถ่ายรายการคันปากว่า "ตอนนี้ที่มีข่าวออกมาว่าเตียงหัก ว่าผมมีมือที่สาม ผมว่ามันแรงไป โดยส่วนตัวแล้วเตียงยังไม่ได้หัก มันเป็นเรื่องของครอบครัว อย่างที่บอกว่าผมก็ครอบครัวคนธรรมดามีทุกข์มีสุขปนๆ กันไป การที่มีปัญหามันเป็นเรื่องของครอบครัวเรา ผมไม่อยากให้ดึงเอาบุคคลที่สามไม่ว่า จะใครก็ตาม เข้ามาเกี่ยวข้อง ผมรับว่ากับน้องโมสนิทกันจริง ก็พูดคุยกันจริงแต่ก็ในฐานะเพื่อน ผมก็รู้จักเขาตอนไปเป็นพิธีกรในงานฮั่วเซ่งเฮง ก็มีการคุยงานกันต่อเนื่อง เป็นเรื่องของงานมากกว่า พอมีข่าวออกมาก็มีการพูดคุยกับทางน้องเขา แล้วก็ขอโทษที่เอาโมเข้ามาเกี่ยวด้วย"
หนุ่มบ๊วยยังกล่าวต่อไปอีกว่า "ข่าวนี้ก็มีผลกระทบกับครอบครัว เป็นธรรมดาอยู่แล้ว เรื่องครอบครัวก็มีทะเลาะกันบ้างกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่ก็เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เวลามีปัญหาเราก็พยายามปรับตัว เรื่องหย่าผมขอไม่พูด ผมเชื่อว่าคน
ที่มีครอบครัวเขาคงไม่อยากเลิกกันหรอกครับ เมื่อคืนตุ๊กก็ไม่สบายผมพาไปโรงพยาบาลรับยาจากหมอ งานอีเว้นท์ตอนกลางวัน ก็เลยต้องยกเลิกไป ตอนนี้เป้าหมายของผมกับตุ๊กก็คือเลี้ยงลูกให้ดีที่สุด ผมไม่คิดหาต้นตอคนปล่อยข่าวหรอกครับ พอให้สัมภาษณ์แล้วผมก็รู้ดีขึ้น"
มีข่าวออกมาว่า คู่รัก-ครอบครัวแฟมิลี่แมน ของหนุ่มบ๊วย เชษฐวุฒิ กับสาวตุ๊ก ชนกวนันท์ เตียงหัก รักร้าวถึงขั้นเลิกราเพราะมีไฮโซโมเป็นมือที่สาม งานนี้หนุ่มบ๊วยออกมาแถลงข่าวเกี่ยวกับเรื่องราวทั้งหมด หลังถ่ายรายการคันปากว่า "ตอนนี้ที่มีข่าวออกมาว่าเตียงหัก ว่าผมมีมือที่สาม ผมว่ามันแรงไป โดยส่วนตัวแล้วเตียงยังไม่ได้หัก มันเป็นเรื่องของครอบครัว อย่างที่บอกว่าผมก็ครอบครัวคนธรรมดามีทุกข์มีสุขปนๆ กันไป การที่มีปัญหามันเป็นเรื่องของครอบครัวเรา ผมไม่อยากให้ดึงเอาบุคคลที่สามไม่ว่า จะใครก็ตาม เข้ามาเกี่ยวข้อง ผมรับว่ากับน้องโมสนิทกันจริง ก็พูดคุยกันจริงแต่ก็ในฐานะเพื่อน ผมก็รู้จักเขาตอนไปเป็นพิธีกรในงานฮั่วเซ่งเฮง ก็มีการคุยงานกันต่อเนื่อง เป็นเรื่องของงานมากกว่า พอมีข่าวออกมาก็มีการพูดคุยกับทางน้องเขา แล้วก็ขอโทษที่เอาโมเข้ามาเกี่ยวด้วย"
หนุ่มบ๊วยยังกล่าวต่อไปอีกว่า "ข่าวนี้ก็มีผลกระทบกับครอบครัว เป็นธรรมดาอยู่แล้ว เรื่องครอบครัวก็มีทะเลาะกันบ้างกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่ก็เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เวลามีปัญหาเราก็พยายามปรับตัว เรื่องหย่าผมขอไม่พูด ผมเชื่อว่าคน
ที่มีครอบครัวเขาคงไม่อยากเลิกกันหรอกครับ เมื่อคืนตุ๊กก็ไม่สบายผมพาไปโรงพยาบาลรับยาจากหมอ งานอีเว้นท์ตอนกลางวัน ก็เลยต้องยกเลิกไป ตอนนี้เป้าหมายของผมกับตุ๊กก็คือเลี้ยงลูกให้ดีที่สุด ผมไม่คิดหาต้นตอคนปล่อยข่าวหรอกครับ พอให้สัมภาษณ์แล้วผมก็รู้ดีขึ้น"
สุดยอดวิชาหมอเดา (ทายอย่างไรก็ไม่ผิด)
สุดยอดวิชาหมอเดา (ทายอย่างไรก็ไม่ผิด)
คนไทยกับหมอดู มักอยู่คู่ักัน บางคนไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองคิด หรือทำ แต่เชื่อในสิ่งที่หมอดูเค้าทักมาซะอย่างนั้น ..แต่ก็ว่ากันไม่ได้ หมอดูบางท่านอาจจะแม่นจริง ..ก็อย่าได้ลบหลู่ในความเชื่อของคนอื่นกันจ้า -- และนี่คือที่เค้าบอกมา ว่าหมอเดาส่วนมากมักจะทำนายมาอย่างนี้- คุณเป็นคนทำงานดี แต่มักจะมีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน
- คุณเป็นคนใจบุญ มักจะมีโชคลาภ แต่จะถูกโกง หรือถูกหลอกเสมอ
- คุณเป็นคนขยันทำงานเก่ง มักจะได้ความดีความชอบ แต่เจ้านายมองไม่ค่อยเห็น
- คุณเป็นคนรักเพื่อน มักจะมีเพื่อนฝูงเยอะ แต่มักจะถูกเพื่อนหักหลัง
- คุณเป็นคนสปอต ใจคอกว้างขวาง แต่ห้ามไปค้ำประกันใคร
- คุณเป็นคนขยันหาเงินเก่ง แต่ห้ามให้ใครยืมเงิน
- คุณเป็นคนดี รักพี่รักน้อง พี่น้องพึ่งพาอาศัยได้
- คุณเป็นคนที่กตัญญู แต่ต้องไปทำงานต่างถิ่นถึงจะก้าวหน้า
- คุณเป็นคนรักครอบครัว แต่คู่ครองมักมองไม่เห็น
- คุณได้ลูกดีกตัญญู แต่ลูกดื้อ ไม่ค่อยเชื่อฟัง
- ดวงของคุณปีนี้ชง ระวังจะมีอุบัติเหตุ
- คุณกำลังจะมีเคาะห์ ชะตาจะถึงฆาตุ และเขาบอกว่าเขาเก่งกว่า “ ขงเบ้ง “ สามารถที่จะต่อชะตาให้คุณได้ (คุณจะเชื่อเขาไหม)
สรุปก็คือยังไม่ได้ทำนายอะไรเลย ใช้อยู่สองคำคือ “มัก” กับ “แต่” ขอถามว่าถ้าดูดวงแบบนี้จะได้ประโยชน์อะไร
ข้อคิดจากความพยายามของ "กบ"
ข้อคิดจากความพยายามของ "กบ"
จงจำไว้ว่า สิ่งที่เราได้ยิน หรือได้อ่าน จะมีผลต่อการกระทำของเรา ดังนั้น จงคิดแต่ในด้านบวกเสมอ และเหนือสิ่งอื่นใด …จงหูหนวก เมื่อฝูงชนบอกเราว่า เราไม่สามารถเติมความฝันของเราให้เป็นจริงได้ เพราะว่า “…เราสามารถทำได้ …”เช้าวันนี้มีเรื่องเล่าจาก forward ค่ะ ซึ่งมีข้อความที่อ่านแล้วได้ข้อคิดที่น่าจะเอาอย่างความพยายามของเจ้ากบน้อยที่ไม่มีใครแม้สักคนเดียวที่เชื่อว่า กบตัวเล็ก ๆ จะสามารถขึ้นไปสู่ยอดหอคอยได้
“กาลครั้งหนึ่ง มีฝูงกบน้อยฝูงหนึ่ง ซึ่งกำลังจะเข้าแข่งขันการประลองการแข่งขันในครั้งนี้ ชัยชนะ คือการปีนขึ้นไปสู่ยอดสุดของหอคอยที่สูงมากๆ ผู้คนเริ่มก่อตัวรอบๆ ตึก เพื่อชมการแข่งขัน และเชียร์เพื่อนของตนเอง ….แล้วการแข่งขันก็ได้เริ่มต้นขึ้น
ตามความจริง... ไม่มีใครแม้สักคนเดียวที่เชื่อว่ากบตัวเล็กๆ ฝูงนั้น จะสามารถขึ้นไปสู่ยอดสุดของหอคอยที่สูงลิบได้ พวกฝูงกบมักจะได้ยินคำว่า “โอ้ววว... ไม่มีทางหรอก ทางมันยากไป” “พวกกบคงไม่มีทางไปถึงแน่ๆ เลย” หรือ “ไม่มีโอกาสเล้ยยย ที่กบเหล่านั้นจะทำสำเร็จได้หอคอยนั้นสูงเกินไป”
และแล้ว... พวกกบตัวน้อยๆ ก็เริ่มร่วงหล่นลงมาทีละตัว ทีละตัว ....ยกเว้นก็เพียงแต่กบที่ยังไม่เหนื่อยล้า ก็ไต่สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ๆ ฝูงชนก็เริ่มที่จะตะโกนอีกว่า “มันยากไป ไม่มีใครสามารถทำสำเร็จหรอก” ฝูงกบเริ่มที่จะเหน็ดเหนื่อย และยอมแพ้ไปทีละตัวสองตัว แต่... ยังมีอยู่ตัวหนึ่งซึ่งไต่สูงไปเรื่อย ไต่สูงไปเรื่อย ...และสุดท้าย กบที่เหลือก็ล้มเลิกความตั้งใจที่จะไต่ต่อไป....ยกเว้น ก็เพียงแต่กบตัวเล็กตัวนั้น ด้วยความพยายามมหาศาลมันเป็นเพียงตัวเดียวที่สามารถไปถึงยอดหอคอยได้
ส่วนกบที่เหลือที่ไม่สามารถทำได้ ก็ต้องการที่จะรู้ว่า เจ้ากบน้อยนั้นมีวิธีการอย่างไรถึงสามารถไปถึงยอดหอคอยได้ ผู้เข้าแข่งขันเริ่มรุมกันเข้ามาถามกบน้อยผู้ชนะและแล้วก็ได้พบความลับแห่งชัยชนะที่ว่านั้น คำตอบ คือ ….เจ้ากบน้อยผู้ชนะตัวนั้น หูหนวก !!!!! ”
-----
จากเรื่องนี้ บอกเราว่า อย่าไปฟังผู้คนรอบข้างเรา ซึ่งให้ข้อคิดเห็นแต่ในด้านลบกับเราเพราะว่า พวกเขาเหล่านั้นจะทำให้ความฝันและความหวังอันสูงสุดของเราและความหวังซึ่งอยู่ในหัวใจของเรา สลายไปจากตัวเรา จงจำไว้ว่า สิ่งที่เราได้ยิน หรือได้อ่าน จะมีผลต่อการกระทำของเรา ดังนั้น จงคิดแต่ในด้านบวกเสมอ และเหนือสิ่งอื่นใด …จงหูหนวก เมื่อฝูงชนบอกเราว่า เราไม่สามารถเติมความฝันของเราให้เป็นจริงได้ เพราะว่า “…เราสามารถทำได้ …”
แฟชั่นหวกเริ่ดๆค่ะ
ช่วงนี้แฟชั่นหมวกกำลังมาเเรงเลยน่ะค่ะถ้าอยากดูแฟชั่นอย่างอื่นเพิ่มเติม Pitcha ได้นำลิงค์มาแปะไว้ให้แล้วน่ะค่ะ www.yenta4.com
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






























